จาก Make in India สู่ Buy in India อีกก้าวกับการหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ

จาก Make in India สู่ Buy in India อีกก้าวกับการหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ

14 มิ.ย. 2560

1,587 view

หลายท่านคงคุ้นหูกับนโยบาย Make in India ที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ของรัฐบาลอินเดียมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ความพยายามในการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุด นายโมดี นายกรัฐมนตรีหัวก้าวหน้าแห่งอินเดีย ได้ประกาศนโยบายใหม่ชื่อว่า “Buy in India” เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยเสริมแคมเปญ Make in India ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภายใต้นโยบาย “Buy in India” ได้กำหนดเงื่อนไขให้หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซื้อหรือประมูลสินค้าและบริการ ที่มีมูลค่าอย่างต่ำ 2 ล้านล้านรูปีอินเดียต่อปี จากผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local content) มากกว่าร้อยละ 50 และต้องซื้อจากผู้ประกอบการท้องถิ่นเท่านั้น สำหรับสินค้าและบริการมูลค่าตั้งแต่ 5 แสน ถึง 5 ล้านรูปีอินเดีย ขณะที่การจัดซื้อมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนรูปีอินเดีย จะไม่เข้าข่ายเงื่อนไขข้างต้น

แน่นอนว่า ผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ คือ ภาคเอกชนอินเดีย และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอินเดียแล้ว หรือร่วมทุนกับภาคเอกชนอินเดียในลักษณะ หุ้นส่วน หรือ กิจการร่วมค้า (Joint venture) และยังเป็นนโยนายที่ดึงดูดให้ต่างชาติจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าและบริการในประเทศเพิ่มขึ้น ตรงเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ทั้งการต่อยอดนโยบาย Make in India การสร้างงานให้แก่เยาวชน ตลอดจนการผลักดันให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากภาคเอกชนต่างประเทศ

สินค้าหลัก ๆ ที่ภาครัฐต้องจัดซื้อภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวครอบคุลมตั้งแต่เครื่องใช้ในสำนักงานทั่วไป จนถึงวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขยายเครือข่ายเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ และสร้างถนนทางหลวงหลายสาย ซึ่งรัฐบาลมองว่า การเจาะจงเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างจากสินค้าที่ผลิตในอินเดีย จะเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะเหล็ก และเหล็กกล้า จากประเทศคู่แข่ง

กล่าวได้ว่า นโยบาย Buy India ถูกนำมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากแผนงบประมาณประจำปี 2560 – 2561 หรือ Budget 2017 ของอินเดียได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่า จะเป็นการปรับปรุงเส้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่คนอินเดีย การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ถนน และสนามบินในเมืองขนาดเล็ก สินค้า Make in India จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับส่วนแบ่งก้อนโตจากการจัดซื้อของรัฐบาลในหลายโครงการ

ไม่เพียงแต่อินเดียที่หยิบกลยุทธ์นี้มาใช้ ก่อนหน้านี้มหาอำนาจด้านการค้าอย่าง จีน และ สหรัฐฯ ได้ประกาศนโยบาย Buy China และ Buy American เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ปกป้องตลาด ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และช่วงชิงความได้เปรียบด้านการค้าและการลงทุนมาแล้วทั้งสิ้น 

การขยับดังกล่าวของรัฐบาลอินเดียเป็นการส่งสัญญาณ และกดดันบริษัทต่างชาติทางอ้อมให้เข้ามาลงทุนในอินเดียมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ นโยบาย Make in India ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ มีบริษัทข้ามชาติตบเท้าไปขยายตลาดในอินเดียอย่างคับคั่ง สอดคล้องกับรายงาน World Investment Report 2017 จัดทำโดย UNCTAD ว่า อัตรา FDI ในอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 ส่งผลให้อินเดียติดอันดับที่ 9 ประเทศที่มี FDI สูงที่สุด

นอกจากนี้ คาดว่าเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ GST Bill (Good and Service Tax) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะปรับโฉมการจัดเก็บภาษี จากเก็บภาษีแยกย่อยในแต่ละรัฐ เป็นการเก็บภาษีระบบเดียวทั้งประเทศ จะอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และดันให้อินเดียเป็นประเทศเนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติขึ้นไปอีก

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลอินเดียอ้าแขนต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ และผลักดันให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเต็มที่ ภาคเอกชนไทยจึงควรเริ่มศึกษาลู่ทางในการบุกตลาดอินเดีย โดยท่านสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย http://dipp.nic.in/

********************************

 

 

น.ส. มีนา กลการวิทย์

นักการทูตชำนาญการ

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ